Showing posts with label MonkeyxMemoir. Show all posts
Showing posts with label MonkeyxMemoir. Show all posts

Wednesday, 27 November 2013

ชีวิตหนึ่งทำได้แค่ครั้งเดียว [re-post]

นับเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว ที่ผมต้องเดินทางไปนู่นมานี่ และพบเจอญาติๆ อยู่บ่อยๆ พอเจอหน้ากัน ก็พากันคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยๆ
อาเจ๊กของผมไม่รู้มาอารมณ์ไหน งัดเอาเรื่องการค้นพบสิ่งที่มีคุณค่า
ขนาดถูกยกย่องว่าเป็นของขวัญแก่มวลมนุษยขึ้นมาพูด
"อย่างการค้นพบเพนนิซิลินนี่นะ มันเป็นสิ่งที่บังเอิญเกิดอย่างถึงที่สุด
ถ้าตอนนั้น เฟลมมิง ไม่ได้สังเกตุเห็น หรือสังเกตุเห็นแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มนุษย์เราจะไม่มีโอกาสได้พบเหตุการณ์แบบนั้นอีก หมายความว่าจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเพนนิซิลินเลย"

ใน การ์ตูนเรื่องหนึ่ง ก็เขียนไว้ในทำนองเดียวกันว่า นางเอกนักวิจัยที่ค้นพบเชื้อจุลินทรีย์ใหม่ๆ  ไม่ได้หมายความว่านางเอกจะเก่งกว่าเพื่อน(คู่แข่ง?)แต่อย่างใด จริงๆ แล้วควรจะเรียกว่า ดวงดีมากกว่า
เพราะโอกาสที่จะพบเชื้ออย่างว่า มีน้อยมากๆ เหมือนกับการซื้อลอตเตอรี่ใบเดียวแล้วถูกรางวัลที่หนึ่งนั่น(พอนางเอกของเรา ได้ยินอย่างนั้น ก็หันไประดมทุนเพื่อซื้อลอตเตอรี่เป็นการใหญ่)

เมื่อ อ่านบทความด้านล่างนี้ ก็ยิ่งทำให้ผมคิดว่า ในชีวิตหนึ่งของเรา จะมีเรื่องที่สำคัญบางเรื่อง ที่บังเอิญให้โอกาสเราแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และจะไม่บังเอิญเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง

การค้นพบสำคัญทางวิทยาศาสตร์หลายการค้นพบ เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ !
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/article/chaiwat/cwt_bkkbz075.html

การค้นพบของนักวิจัยพื้นฐานเหมือน “เจ้าชายแห่งความบังเอิญ”
(ชื่อหัวข้อไม่ใช่อันนี้หรอก)
http://www.trf.or.th/News/Content.asp?Art_ID=75

ดัง นั้นความพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราอาจจะพบเจอเรื่องที่ไม่คาดคิด หรือทำอะไรอย่างหนึ่งได้อย่างไม่คาดฝัน หากไม่ได้เตรียมตัวไว้ ก็จะเกิดอาการใบ้กิน ไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไร เสมือนกับได้ค้นพบ แต่คว้าไว้ไม่ได้ แล้วมันก็หลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย

ผมเองไม่ได้บังเอิญค้นพบความลับจักรวาลอะไร แต่เมื่อคิดย้อนกลับไปแล้ว
ก็เคยมีเรื่องที่บังเอิญทำได้ และเป็นแค่ครั้งเดียวในชีวิต กับเขาเหมือนกัน
เช่นการเล่นลูกบิด (Rubik's Cube)

ผมมีรูบิค ของเก่าแก่ ซึ่งตกทอดมาจากเตี่ย (ส่วนเตี่ยผมก็ได้มันมา ในฐานะของที่ระลึกจากสโมสรโรตารี่อะไรสักอย่างอีกที)
สมัยผมยังเป็นเด็กประถม เตี่ยจะวางมันไว้หัวเตียง แล้วก็บิดเล่นก่อนนอนทุกวัน
ผมเห็นแล้วก็เกิดมานะ เลยยึด(?!)มาเป็นของตัวเอง พอเล่นไปสักพักก็เริ่มรู้ตัวว่าทำไม่ได้
เคยถามเตี่ยว่า ทำอย่างไรถึงจะเรียงสีได้ครบทุกหน้า
เตี่ยผมตอบว่า "ไม่รู้สิ ไม่เคยทำได้เหมือนกัน"

ด้วยความที่อยากเอาชนะ แต่ไม่มีปัญญา ผมเลยคิดใช้วิธีลัด แกะสติ๊กเกอร์สีออก แล้วเอามาแปะใหม่ทั้งหมด
แต่เพราะสติ๊กเกอร์แกะยาก ติดยาก บางแผ่นแกะออกมาแล้วเกิดขาด จะไปหาซื้อสติ๊กเกอร์ใหม่ ก็หาสีได้ไม่ครบ
รูบิคลูกนั้นจึงหายสาบส่งไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยประการนี้

ต่อ มาเมื่อผมขึ้นชั้นมัธยม มีความคิดว่า น่าจะหาหนทางบิด รูบิค ได้สำเร็จ จึงไปซื้อลูกใหม่มาเล่นอีก แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่สามารถ จึงได้แต่ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ
น้องผมมาเห็นลูกบิดที่วางทิ้งไว้ ก็ขอเอาไปเล่นบ้าง
มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ พอผมพบลูกบิดนี้อีกที มันก็มีสภาพเหมือนรูบิคของเตี่ยผมเปี๊ยบ



พออยู่มหาวิทยาลัย  ผมก็ยังไม่เข็ด พยายามหามาเล่นอีกจนได้
ด้วยความหวังว่าการศึกษาที่สูงขึ้น จะช่วยให้เล่นรูบิคได้สำเร็จ
คราวนี้ผมพยายามวาง pattern ตามวิธีการที่พอจะคิดได้
ก่อนจะมาหมดปัญญาไปต่อในตอนสุดท้าย

เมื่อคิดหาวิธีทุกวี่วันจนย่างเข้าเดือนที่สาม ผมก็หมดสิ้นหนทางอย่างสิ้นเชิง
จึงได้แต่บิดกลับไปกลับมา พร้อมกับความรู้สึกว่าการศึกษาไม่ได้ช่วยอะไร ...
สักพักหนึ่ง แถบสีของรูบิคก็เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ โดยที่ผมไม่รู้ตัว


ตอนที่ผมบิดอีกแกร๊ก แล้วเจ้าลูกบิดก็เรียงสีได้ครบทุกหน้า
มันเป็นช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์เหลือเกิน
"ทำไปได้ไงฟระ" ผมถามตัวเองด้วยคำถามนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ไม่ได้ถามด้วยความรู้สึกที่ว่า "ไม่เชื่อว่าตัวเองทำได้"
แต่ถามด้วยความรู้สึกที่เสียดายไอ่ตอนบิดแกร๊กๆ แบบไร้จุดหมาย
ผมมาถูกทางแล้ว และก็ดันจำวิธีบิดตอนสุดท้ายไม่ได้
กลายเป็นว่าหลังจากนั้น ผมไม่สามารถบิดให้เรียงสีได้ครบทุกหน้าอีกเลย
.
..
...
....
.....
......

ที่จริงผมโกหก ทุกวันนี้ผมสามารถเล่นลูกบิดได้ ด้วยการแอบอ่านเฉลย
ผมอาจจะไม่ได้ภูมิใจกับการบิดรูบิคสำเร็จด้วยตัวเอง
แต่ก็ยังภูมิใจในสิ่งที่พัฒนาไป คือสามารถหาวิธีโกงได้เนียนขึ้น
ผมไม่ต้องโกงซึ่งหน้าด้วยการแกะสติ๊กเกอร์ หรือเขวี้ยงลูกบิดให้แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว



และก็ยังทำให้ผมได้คิดเพิ่มอีกข้อคือ ...
ควรค้นหาว่าเคยมีใครทำในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่หรือไม่
ถึงมันจะเป็นสิ่งที่ปรากฎขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตของเรา
แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่คนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน จัดทำเป็นรายงานไว้ให้อย่างสมบูรณ์อยู่ก่อนแล้วก็ได้

ผมไม่เคยได้ VeryGood จากครูอัมพร [re-post]

ภาษาอังกฤษชั้นประถมที่ผมเรียนในตอนนั้น คุณครูอัมพรจะทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนอยู่เสมอ วิธีสอนของคุณครูมีอยู่หลักๆ คือ สอนหลักไวยากรณ์ ให้ทำแบบฝึกหัด และสอบทำ dictation

เปิดชั่วโมงเรียนมา จะเป็นการกล่าวคำทักทายก่อน ตามแบบฉบับที่เรา(สมัย20ปีที่แล้ว?)คุ้นเคย
หัวหน้าห้อง : Stand up, Please.
นักเรียน : Good moring , Teacher.
คุณครูอัมพร : Good moring , How are you?
นักเรียน : I'm fine, Thank you. And you?
คุณครูอัมพร : I'm fine, Thank you. Sit down, Please.
นักเรียน : Thank you, Teacher.

บางทีถ้าคุณครูรู้สึกไม่สบาย ก็จะพูดอีกอย่าง
คุณครูอัมพร : I've got a cold, today.
นักเรียน : I'm sorry to hear that. I hope you will be well soon.
(ตอนเด็กๆ ผมท่องเสียจนคล่อง แต่ใครถามว่าแปลว่าอะไร ผมก็ตอบไม่ได้)

หลัง จากทักทายกันเสร็จ คุณครูก็จะให้ปิดหนังสือ เปิดสมุด สอบ dictation กันเดี๋ยวนั้น เป็นการทำ dictation จากคำศัพท์ ประมาณสี่ถึงห้าคำ ที่คุณครูให้ท่องไว้เมื่อวันก่อนหน้า มีกติกาว่า ถ้าใครเขียนผิด หรือเขียนไม่ถูก ต้องโดนไม้เรียวหนึ่งเพี๊ยะ ต่อหนึ่งคำศัพท์

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่โดนเต็ม 100% หลังการตรวจข้อสอบ
เพราะไม่ได้ท่องคำศัพท์มาเลยสักวัน สอบห้าคำ ก็โดนเพี๊ยะห้าที
เมื่อรู้สึกว่าโดนเพี๊ยะๆ เต็มอัตราทุกวัน มันไม่ไหว
แทนที่ผมจะท่องคำศัพท์ไปสอบ กลับกลายเป็นลักลอบใช้บันทึกช่วยจำเสียอย่างนั้น
แต่สุดท้ายผมก็ยังโดนไม้เรียวทุกวี่วันไม่เคยขาด (บันทึกช่วยจำใช้งานมากไม่ได้ เดี๋ยวความแตก แล้วจะโดนหนักกว่าเก่า)




ภายหลังเสร็จพิธีลงทัณฑ์ คุณครูจะเขียนหลักไวยากรณ์บนกระดาน พร้อมอธิบายไปด้วย บางครั้งก็คุณครูก็ถาม ให้นักเรียนตอบ หรือบางครั้งก็ให้นักเรียนลองถาม-ตอบกันเอง จากนั้นก็จะเป็นการทำแบบฝึกหัดโดยลอกโจทย์ และเขียนคำตอบลงในสมุดทั้งหมด พอหมดชั่วโมงก็เอาไปส่ง พร้อมการบ้านเก่า และไปรับสมุดคืนในตอนเย็น

คุณ ครูอัมพรสอนนักเรียนหลายชั้น ชั้นละหลายห้อง ดังนั้นเมื่อตกเย็น บนโต๊ะครูจะแน่นไปด้วยกองสมุด โดยสมุดดังกล่าวได้ผ่านการตรวจ และลงวันที่ พร้อมลายเซ็นไว้อย่างครบถ้วนทุกเล่ม
ถ้าเป็นผมในปัจจุบันอาจจะทึ่งว่า ครูอัมพรเอาเวลาไหน มาตรวจการบ้านนักเรียนขนาดนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในตอนนั้น คือ ข้อความพิเศษ ที่แทรกขึ้นมา ใกล้ๆ กับลายเซ็นของคุณครู นั่นคือคำว่า "good" และ "very good" ซึ่งหากสมุดเล่มไหน มีข้อความนี้กำกับ แสดงว่าเก่งดี มีฝีมือ ทำการบ้านได้เยี่ยม เป็นที่น่าอิจฉา(ของพวกที่ไม่ได้)



ผม เองไม่มีรูป "very good" มาแสดง เพราะไม่เคยได้กับเขา เคยคิดอยู่ว่า ทำอย่างไร ถึงจะได้ "very good" บ้าง จนแล้วจนรอด กระทั่งเรียนจบ ผมก็ยังไม่เคยได้ "very good" จากคุณครูอัมพรแม้แต่ครั้งเดียว

ตอน นี้ผมเจอสมุดที่ตัวเองใช้เรียนในครั้งแต่ก่อน เปิดอ่านดูแล้วก็คิดว่า ผมไม่เคยน้อยใจ หรือโกรธคุณครูอัมพรเลย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกขอบคุณ สำหรับความเมตตา กรุณา ของคุณครู เพราะใครล่ะจะมาอ่าน ทำความเข้าใจ การบ้านของเด็กน้อยหลายร้อยคน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีบางคนเขียนอะไรเน่าๆ ที่ต้องอาศัยการตีความก่อนถึงจะเข้าใจ - อย่างผมเป็นต้น







คำว่า good หรือ very good ของคุณครูอัมพร เป็นคำหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า
คุณครูไม่ได้ตรวจแค่ผิดหรือถูก แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการบ้าน
และแสดงถึงความเอาใจใส่ เข้าใจ และอดทนนานต่อลูกศิษย์ของคุณครูด้วย


= สืบเนื่องจากการทำ dictation =
ถึงผมจะโดนไม้เรียวตีมือทุกวันจนชาชิน ก็ใช่ว่าผมจะชอบไม้เรียวนัก
มีอยู่อาทิตย์หนึ่งที่คุณครูอัมพรไม่อยู่ การสอบ dictation จึงถูกงดไปโดยปริยาย
ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำ ผมได้เอาคำศัพท์มาท่องแก้เซ็ง
เมื่อท่องหลายๆ รอบเข้า พอถึงวันสอบจริง ผมสามารถทำได้หมดทุกข้อ
ตั้งแต่บัดนั้น ผมก็ตั้งใจท่องศัพท์ไปสอบ จนสยบอัตราการโดนเพี๊ยะได้เกือบ 100%

ปัจจุบัน ผู้ใหญ่บางท่านคงเห็นว่าไม่สมควรที่จะใช้ไม้เรียวกันต่อไป
สถานศึกษาต่างก็พากัน ลด-ละ-เลิก การใช้ไม้เรียวกันแล้ว
แต่สำหรับคนที่ดื้อด้าน หน้ามึนเกินเยียวยา เช่นผม
คำพูดที่ว่าไม้เรียวสร้างคน ไม่ใช่คำพูดที่เกินเลยแต่อย่างใด
โดยเฉพาะไม้เรียวแห่งความรักของคุณครูอัมพร

ความสามารถของคนไม่กินผัก [re-post]

สมัยก่อนตอนยี่สิบกว่าปีที่แล้ว
ตอนเที่ยงๆ เกือบทุกวัน จะมีก๋วยเตี๋ยวรถเข็นผ่านมาทางหน้าบ้านที่ผมพักอยู่
อา ม่าผมเรียกว่า "ก๋วยเตี๋ยวกิ๊กก๊อก" คำว่า "กิ๊กก๊อก" นั้น ไม่ได้หมายความว่า "กระจอก" แต่เป็นเพราะคนขายใช้ไม้เคาะไม้ดัง ก๊อกๆ เป็นสัญญาณ และเมื่อผมได้ยินเสียงดังกล่าว ก็แปลว่า มื้อเที่ยงวันนี้ คือก๋วยเตี๋ยวกิ๊กก๊อก นั่นเอง

ผมเป็นคนที่กินข้าวจนหมดจานโดยไม่เหลือสักเมล็ด มาแต่เด็ก
ก๋วยเตี๋ยวก็เช่นกัน ผมกินจนหมด ยกเว้นสิ่งที่เรียกว่า "ผัก" อย่างเดียว
เพราะในตอนนั้น มันทั้งขม ทั้งเหม็น จะกลั้นใจยังไง ก็กระเดือกไม่ลงจริงๆ
ดังนั้นไม่ว่าจะถูกตำหนิอย่างไร ผมก็จะไม่ยอมให้มันได้สัมผัสลิ้นเป็นอันขาด
ทำให้เมื่อกินเสร็จ ผักทุกอย่างที่มี ไม่เว้นแม้แต่พวกผักชี ต้นหอม ที่เป็นฝอยเล็กๆ จะถูกกองรวมกันไว้ที่ฝั่งหนึ่งของภาชนะ
หากใครถามว่าผมมีความสามารถพิเศษอะไร
ผมจะตอบได้เลยว่า ผมสามารถแยกผักออกจากของที่จะกินได้อย่างสมบูรณ์
ซึ่งการกระทำดังกล่าวยังไม่ทำให้ความเร็วในการกินลดลงแม้แต่น้อย
แม้ว่าจะใช้ีตะเกียบเพียงคู่เดียวก็ตาม

พอผมเริ่มโตขึ้น ความคิดก็เปลี่ยนไป กลายเป็นการค้นหาคำตอบ
สำหรับคำถามที่ว่า เหตุใดพวกผู้ใหญ่ถึงชอบกินผักกันนัก?
ผมจึงเริ่มโดยอาศัยเทคนิค "กินเข้าไปพร้อมกับอย่างอื่น"
จากการทดลองกินเล็กๆ น้อยๆ นี้ เปลี่ยนแปลงทัศนะคติของผม
ว่าผักเป็นของที่กินได้ และรสชาติของมันก็ไม่เลวเหมือนกัน
ทำให้ผมกินผักได้เป็นล่ำเป็นสันเรื่อยมา จนกลายเป็นคนกินผักโดยสมบูรณ์
แต่นั่นก็ทำให้ความสามารถในการใช้อุปกรณ์ทานข้าวสูญเสียไป
ผมไม่อาจกินไป เขี่ยผักไปได้อีกแล้ว

ต่อมา ผมถึงได้รู้ว่าทักษะในการใช้อุปกรณ์ทานข้าว เพื่อกำจัดผักออกไปทางอื่น
ไม่ใช่ความสามารถที่ผมในตอนเด็กมีอยู่คนเดียว เมื่อได้ทานข้าวร่วมโต๊ะกับคนไม่กินผักอีกคน




เคยได้ยินว่า คนที่ตาบอดจะมีความสามารถในการรับเสียงได้ดีกว่าคนทั่วไป
คนที่ไม่กินผัก ก็คงมีความสามารถในการแยกผักออกจากอาหารได้อย่างหมดจด ก่อนจะเอาเข้าปากเช่นเดียวกัน

forget forgot forgotten [re-post]

สมัยตอนอยู่ประถมต้น ผมเคยถามคุณย่าว่า "อาม่ามีสายวัดหรือเปล่า จะขอยืมไปใช้"
แกตอบว่า "มีสิ แต่จำไม่ได้ว่าเก็บไปไว้ที่ไหน เดี๋ยวคิดก่อน"
ภายในไม่กี่วันต่อจากนั้น ผมก็ได้สายวัดมา แต่สายวัดนั่นเป็นของที่อาม่าไปหามาให้ใหม่
อาม่าบอกว่า ของเก่าเก็บไว้ดีไปหน่อย เลยหาไม่เจอ
ด้วยความที่ผมเป็นเด็กไม่มีเรื่องต้องให้คิดตัดสินใจมากมายเท่าไร
การที่เก็บของเองแล้วจำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน จึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับผม
"มันเป็นไปได้ยังไง เก็บของเองแล้วจำไม่ได้" ผมคิด

เป็นเวลาหลายปี จนถึงวันนี้
เรื่องที่ผมในวัยเด็กไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นกับตัวผมเอง
และรู้สึกว่าจะรุนแรงกว่าที่ผมเคยปรามาสอาม่าไว้ด้วย
เพราะผมลืม ลืม และลืม จนแทบไม่น่าเชื่อ

- ของไหนที่ไม่ได้ใช้งานประจำ แล้วเอาไปเก็บใส่ ลิ้นชัก กล่อง หรือแม้กระทั่งถุงพลาสติกเซเว่น ผมจะลืมว่าในชีวิตเคยมีสิ่งนั้น
- ของไหนที่ใช้งานไม่บ่อยครั้ง เมื่อถึงเวลาต้องใช้มัน ถึงจะรู้ว่ามี แต่ผมจะลืมว่าเอาไปเก็บไว้ที่ไหน
- ในบางครั้งแม้กระทั่งของไหนที่ใช้งานประจำ เช่น เข็มขัด กระเป๋าสตางค์ แว่นตา มือถือ ฯลฯ เผลอวางผิดที่ผิดทางในตอนค่ำ ผมจะลืมว่าเอาไปวางไว้ที่ไหน ก็ต้องมาเที่ยวค้นหาอีกในตอนเช้า

เมื่อ ต้องการใช้สิ่งของสักอย่าง แต่จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน มันสร้างความรำคาญแก่จิตใจเป็นอย่างยิ่ง ผมต้องหาไปบ่นไป ในทำนองว่า "หายไปได้ไงฟระ - อยู่ไหนวุ้ย - เอาไปเก็บไว้ไหนว้อย"  อีกทั้งอาจคิดเลยเถิด ไปกล่าวโทษคนอื่นด้วย
และแล้วผลจากการค้นหาก็ตกอยู่ในสี่ข้อนี้
1. ของบางอย่างหาพบในที่ที่คิดว่าจะพบ
2. ของบางอย่างหาพบในที่ที่ไม่คิดว่าจะพบ
3. ของบางอย่างหาไม่พบ แต่พบเมื่อไม่ได้หา
4. ของบางอย่างหาไม่พบยังไง ก็หาไม่พบอยู่อย่างนั้น

การลืมของเพราะเก็บมันไว้มิดชิดเกินไป สามารถทำให้เสียทรัพย์ได้ ในกรณีเช่นผม
เพราะ ผมเป็นคนขี้เกียจ เวลาเก็บของที่มีขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง (ไม่เกิน 4"x6"x8") ผมมักจะเอาทุกสิ่งทุกอย่าง มากองไว้ตรงหน้า แล้วกอบทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใน line of sight ลงใส่ถุงพลาสติก(แน่นอนว่าส่วนมากเป็นถุงเซเว่น) แล้วมัดปากถุงวางไว้มุมห้อง (ห้องจะโล่งขึ้นมาทันตาเห็น)
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ ผมก็จะจำไม่ได้เลยว่าอะไรอยู่ในถุง
และไม่สามารถสังเกตุจากภายนอกได้ ว่าในแต่ละถุงบรรจุอะไรไว้บ้าง
ทำให้ครั้งหนึ่งผมเอาถุงเซเว่นที่ใส่เครื่องเล่นเทปแบบพกพา ลงในถุงดำ เพราะเข้าใจว่ามันเป็นถุงใส่ขยะเหมือนกัน
(ด้วยความขี้เกียจ ผมไม่ได้เอาถุงดำออกไปวาง ณ จุดทิ้งขยะโดยทันที
เมื่อต้องการฟังเทปเพลงใหม่ที่ซื้อมา ผมถึงเริ่มเอะใจ แล้วไปคุ้ยขยะเอาคืนมาได้
- ผมอาจจะโชคดีที่ไม่ได้ทิ้งเครื่องเล่นเทปนั่น แต่มันคงมีอะไรอื่นๆ ที่ผมเผลอทิ้งไปในกรณีแบบเดียวกันนี้บ้างแหละ)

การ ลืมของบางอย่างอันเนื่องจากการเก็บ แม้ไม่ทำให้เสียทรัพย์ แต่ก็อาจถือได้ว่าเป็นการเสียกำไรอย่างหนึ่ง ของแบบนี้ไม่ต้องหาเจอยังจะดีเสียกว่า เมื่อผมพบของที่ตั้งใจจะใช้ แต่ดันเก็บไว้จนลืม เช่น
พบแสตมป์เซเว่นในกระเป๋า - แน่นอนว่ามันเลยช่วงโปรโมชั่นไปแล้ว
(แสตมป์เซเว่นนี้ได้จากการขู่เข็ญพนักงานใหม่ ซึ่งลืมแจกแสตมป์ให้ แต่ในที่สุดผมก็ไม่ได้เอาไปใช้จนได้)


พบคูปองส่วนลดที่หมดอายุ รวมแล้วมีมูลค่าถึงหนึ่งร้อยบาท


พบคูปองแลก figure กันดั้มตัวลับ แต่ถึงส่งไปแลก ทางบริษัทก็ไม่มีของส่งกลับมาให้ (รู้สึกของจะหมดไปประมาณ 3 ปีแล้ว)


พบชิ้นกล่องป๊อกกี้ที่สามารถส่งชิงโชคได้ แต่เขาจับชิ้นส่วนมอบรางวัลไปแล้ว




นอกจากนี้ยังมีอันตรายอันเนื่องมาจากการเก็บของไว้จนลืมว่ามี ทั้งๆ ที่เห็นมันอยู่ทุกวัน เช่น
- ยา -
ด้วยอายุของยาที่ยาวนานกว่ายาคูลท์เป็นปีๆ ทำให้ผมยังรู้สึกว่ายายังใช้ได้
ทั้งที่มันอาจจะหมดอายุไปแล้ว เช่นยาแก้กระเพาะปัสสาวะอักเสบแผงนี้
เป็นยาประเภทที่ได้มาตอนผมป่วย พอเหลือก็เก็บไว้ใช้คราวต่อไป
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบอีก
ดังนั้นเปิดลิ้นชักมากี่ปี ยาแผงนี้ก็ยังอยู่ที่เดิม




แม้แต่ยาสามัญประจำบ้าน อย่างแอลกอฮอลล้างแผล
จะรู้ตัวว่ามันหมดอายุ ก็ต่อเมื่อจะใช้มันเท่านั้น

หรือ พาราเซตาม่อน ที่ซื้อมาเป็นกระปุกใหญ่ พอจะใช้ ก็จำได้แค่เลาๆ ว่ามันนานมาก ยังดีว่าหันข้างกระปุกมาดูวันหมดอายุ ก่อนที่มันจะกลายเป็นพาราเซตาม่องไป


ไม่ใช่มีแต่ยากินนะครับ ยาทาก็มี ถูกขังลืมในตู้เย็นเหมือนเคย


- ของกิน -

ที่ซื้อมาแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น เป็นของกินแบบนานๆ กินที ก็ลืมไปได้เหมือนกัน
เช่นวาซาบิผงกระป๋องนี้ แช่ไว้เป็นหลายปี ไม่เคยเอาออกมากิน

พอวันหนึ่งรู้สึกอยากกินขึ้นมามันก็สายไปเสียแล้ว


แยมก็เหมือนกัน เวลาอยากกินก็ซื้อมา พอกินได้สมอยากแล้วก็ทิ้งไว้จนลืม สิ้นอายุขัยไปอีกหนึ่ง

ทั้งๆ ที่เปิดตู้เย็นก็เห็นมันทุกวันแท้ๆ


ของกินที่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะหมดอายุ ก็ถูกเอามาสำรวจบ้าง ได้ความว่า
หมากฝรั่งก็มีวันหมดอายุ


น้ำจิ้มปลาหมึกที่ผนึกในซองอย่างแน่นหนาก็ไม่พ้นกฏเกณฑ์นี้




น้ำอัดลมปราศจากน้ำตาลของโปรดของผม สิ่งที่ได้ดื่มหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แล้วช่วยทำให้ผมรู้สึกว่าดีเหลือเกินที่เกิดมาเป็นคน ในภายหลังผมพยายามลดน้ำอัดลมทำให้มันค้างอยู่ในตู้เย็น และหมดอายุลง




ผมดื่มมาหลายปี แต่ไม่เคยพลิกดูวันที่สมควรบริโภคก่อนใต้กระป๋อง เพิ่งจะมาสำนึกได้เอาคราวนี้
ด้วยความประมาท - ผมดื่มของที่หมดอายุไปกี่กระป๋องแล้วนี่

***
ประเด็นนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงเล็กๆ น้อยๆ ขึ้น
เมื่อมีฝ่ายที่อ้างว่า ของกินบางประเภท(โดยเฉพาะที่ได้รับการบรรจุหีบห่ออย่างดี)
หากได้รับการรักษาอย่างดี(โดยเฉพาะในตู้เย็น)
ถึงจะหมดอายุ ก็สามารถรับประทานได้ ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างไร
ผมก็อ้างด้วยเช่นกันว่า ถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นแล้วเอาไว้กินได้ตลอดปีตลอดชาติ
ผู้ผลิตจะใส่วันหมดอายุ หรือบอกให้บริโภคก่อนวันดังกล่าว อย่างชัดเจนเพื่ออะไร
(ความขัดแย้งยุติลงก่อนที่จะเกิดขึ้น เมื่อพวกเราเปลี่ยนไปคุยกันเรื่องอื่น)
และ เนื่องจากข้างกระป๋องไม่ได้ยืนยันชัดเจนว่าให้บริโภคถึงเวลาเที่ยงคืนของวัน หมดอายุ อย่างที่ขนมปังยี่ห้อหนึ่งระบุไว้ ผมจึงทำสิ่งที่ผมสบายใจ คือแอบเทน้ำในกระป๋องที่หมดอายุทิ้ง
***

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีสิ่งดีๆ ที่เกิดจากการเก็บสิ่งของไว้แล้วลืม
ซึ่งสามารถทำให้เรา(อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งแหละ) เกิดความตื่นเต้น รื่นเริง บันเทิงใจด้วย
เมื่อผมจะหาของอะไรสักอย่างหนึ่งที่ลืมไปแล้วว่ามันอยู่ไหน
การรื้อห้องครั้งมโหฬารก็จะเกิดขึ้น
แล้วความทรงจำเก่าๆ ก็จะค่อยๆ ผุดขึ้นมาอย่างมัวๆ
เมื่อได้เห็นฟอสซิลสมบัติ ในกล่องต่างๆ
หากเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าใช้ประโยชน์ได้ อาการดีใจก็จะปรากฎขึ้น
"ยังมีอยู่นิ ไม่ต้องซื้อใหม่แล้วเว้ย ดีใจดีใจดีใจ"
หากเป็นพวกของเล่น ผมก็จะเอามาชื่นชม อย่างกับไม่เคยเล่นมันมาก่อน
หากเป็นหนังสือ ผมก็จะถือโอกาสเอามาอ่านอย่างสนุกสนาน
ราวกับว่าได้ทำความรู้จักกับสิ่งใหม่ ทั้งที่เป็นสิ่งที่คุ้นเคย

บ่อยครั้งที่ผมมัวตื่นตาตื่นใจกับสมบัติเก่าๆ จนเวลาล่วงเลยไป เป็นเหตุให้ผมลืมที่จะหาสิ่งที่ตัวเองต้องการไปด้วย
ในเสี้ยววินาทีหนึ่งผมคิดว่า หากผมไม่เอาของต่างๆ มาเก็บไว้จนลืม
ผมคงไม่มีช่วงเวลาแห่งความสุขนี้

คล้ายกับนิยายที่เคยเขียนไว้ในทำนองว่า
ผู้ชายคนหนึ่งถูกขังลืมอยู่ในห้องปิดตายที่มีหนังสืออยู่หนึ่งเล่ม
ในแต่ละวันเขาอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความสนุกสนาน
เพราะเมื่อเขานอนหลับและตื่นขึ้นมา
เขาจะจำสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย

อย่าได้ไว้ใจไฟแดง [re-post]


ขึ้น Title มาอย่างนี้ ก็ไม่เกี่ยวกับหน้าเจ็ด-หลังเจ็ดแต่ประการใด
หากแต่เป็นเรื่องที่ผมสำนึกได้ กับไฟสัญญาณจราจรสีเขียว - เหลือง - แดง

ตาม ธรรมดาของคนนอนเป็นหลับ-ขยับเป็นแดร๊ก อย่างผม จะไม่มีวัน ออกไปตะลอนๆ ตอนกลางคืนเด็ดขาด (นอนไม่พอ ปวดหัว) แต่เมื่อมีโอกาสได้เข้าสังคมคนกลางคืน กับเขาบ้าง ก็มีเหตุต้องขี่จักรยานยนต์ ไปในท้องถนนตอนดึกอยู่มั่ง

เริ่มแรก เลย ผมมีเพื่อนเอารถยนต์มารับ ก็สังเกตุเห็นว่า ตอนจะข้ามสี่แยก มันแทบจะจอดรถดูซ้ายขวา ทั้งที่ไฟสัญญาณจราจรด้านหน้า เป็นไฟเขียวอยู่ ... ผมนึกชมมันในใจ ช่างเป็นคนรอบคอบจริงๆ ถ้าเป็นผมเอง เห็นไฟเขียวตรงหน้า คงขับผ่านไปแล้ว

ต่อจากการชมเพื่อน ก็คิดต่อว่าไอ่คนที่ฝ่าไฟแดง มันช่างเป็นคนที่ประมาทโดยแท้ ถึงจะคุยว่าฝ่ามาเป็นพันๆ ครั้ง ยังไม่เห็นเป็นอะไร แต่ถ้ายิ่งทำบ่อยเท่าไหร่ โอกาสที่จะประสบอุบัติเหตุก็มีมากขึ้นเท่านั้นแหละเอ็ง

ต่อจากการคิด ถึงเรื่องอุบัติเหตุ ก็คิดต่อว่า เย้ย~~~ อุบัติเหตุมันเป็นเรื่องขอรถชน(ตำ)กัน คนที่ทำผิดกฏกับคนที่ทำถูกกฏ มีสิทธิถึงคราวดับดิ้นชีวาวายได้พอๆ กันนิ

ครั้งหนึ่งในตอนที่ผมยัง เด็ก พอเห็นไฟแดงปุ๊ป ก็เดินนำหน้าน้อง ข้ามถนนอย่างสง่าผ่าเผย ถึงกลางถนนก็ได้ยินเสียงแตรรถดังสนั่น ซึ่งผมไม่ได้สนใจ ส่วนน้องผมตกใจกระโดดเข้ามาเกาะ ผมยังโวยเลย กลัวไรฟระ ข้ามถนนตอนไฟแดงแท้ๆ ถ้าโดนรถชน ไอ่รถที่ชนเราน่ะ เป็นฝ่ายผิดว้อย (แน่นอนว่ารถคัีนนั้นฝ่าไฟแดง ส่วนที่ผมมานั่งโม้ได้อย่างนี้ ก็เป็นอันแน่นอนอีกว่า รถนั่นคงจะเลี้ยวหลบพวกผมไปได้)

ทั้งนี้เพราะถูกสอนว่า การทำถูกกฏจราจร เป็นเรื่องที่ถูก ผมเลยคิดว่า ถ้าข้ามถนนขณะไฟแดง ยังไงเราก็ถูก ...

ถามว่าถูกจริงไหม จริงครับ
 
แต่ถามว่าปลอดภัยไหม ไม่ปลอดภัยครับ

ที่ ไม่ปลอดภัย เพราะการยึดถือว่าเราถูกกฏอย่างเดียว เราก็ตกอยู่ในความประมาทจนเกินไป ทั้งที่รถฝ่าไฟแดงมีเยอะแยะ นอกจากตั้งใจฝ่าแล้ว บางครั้งอาจจะเบรคไม่ทัน เบรคชำรุด เบรคไม่อยู่ ลืมเหยียบเบรค คนขับรถก้มลงมองด้านล่างเพราะหาเบรคไม่เจอ ไม่รู้ว่าเท้าไหนใช้เหยียบเบรค เข้าใจผิดว่าคันเร่งเป็นเบรค ฯลฯ ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่าเราจะถูกหรือผิด สุดท้ายเราก็ต้องเป็นฝ่ายเสียไปด้วย ... อยู่ดีๆ แท้ๆ จะเจ็บตัวเปล่าๆ เนี่ย เรื่องอะไรล่ะ ... แล้วในตอนที่พาน้องข้ามถนน ด้วยความเชื่อว่าทำถูกแล้วจะไม่ผิดเพียงอย่างเดียว นอกจากจะทำให้ผมเสี่ยงชีวิตแล้ว ยังทำให้น้องเสี่ยงชีวิตไปด้วย ... พอคิดได้ดังนี้ ผมรู้สึกสำนึกขึ้นมาทันที

เห็นเพื่อนทำอะไรเข้าท่า ผมก็เลียนแบบเขามั่ง โดยพยายามมองรอบข้าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าใครจะถูกเพียงอย่างเดียว แต่ยึดถือเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อน

ถ้าเราต้องขับรถ เราต้องพร้อมที่จะหยุดได้ตลอดเวลา
เราพยายามไม่ชนเขา และพยายามอย่าให้เขามาชนเรา






ต่อจากนี้ไป ผมภูมิใจนำเสนอ ความประทับใจที่ไม่ควรลืม ในหัวข้อ ลักษณะของการจงใจฝ่าไฟแดง ณ สี่แยก (จากการสังเกตุและบันทึกข้อมูล ของการขับขี่ยวดยานบนท้องถนนเงียบๆ ในเมืองเล็กๆ)

* ฝ่าไฟแดงขณะก่อนไฟเริ่มเขียว เนื่องจากไฟสัญญาณจราจรสี่แยกจะตั้งโปรแกรมเอาไว้ว่า เมื่อถนนเส้นหนึ่งมีไฟแดงขึ้นแล้ว ไฟแดงของถนนอีกเส้นจะยังไม่กลายเป็นไฟเขียวในทันที ดังนั้นรถที่ฝ่าไฟแดง อาจจะฉกฉวยจังหวะช่วง overlap ของไฟแดงที่เกิดขึ้นนี้
ชิงความได้เปรียบในการออกตัวก่อนรถคันอื่น
ผู้ขับขี่รถบางคน ขณะที่จอดรอสัญญาณไฟเขียว กลับไปสนใจไฟสัญญาณของถนนอีกเส้น หากไฟแดงขึ้นเมื่อใด ท่านก็ออกตัวโดยพลัน ไม่ได้สนใจว่าสัญญาณของท่านจะเป็นสีเขียวหรือไม่ (ท่านฝ่าฝืนกฏ แต่กลับเชื่อใจคนอื่นว่าเขาจะทำตามกฏ ทำไปได้เนาะ ... ความจริงจะรอให้ไฟเขียวก็แค่อีกวินาทีเท่านั้นเอง)

* ฝ่าไฟแดงขณะไฟเริ่มเหลือง โดยช่วงที่ไฟเขียว รถบางคัน(บอกว่าบางคัน แต่ทำไมผมเจอบ่อยๆ) จะแล่นไปด้วยความเร็วของรถเข็นสมบัติล้ำค่า ที่เปราะบางและ อาจแตกง่าย แม้ข้างหน้าจะโล่งโจ้งและ ข้างหลังจะติดขนัดแค่ไหน ก็ไม่สน ... อันที่จริงเป็นเรื่องที่ถูก ในการชลอความเร็วลงขณะผ่านสี่แยก

แต่ เมื่อไฟเขียวเริ่มกระพริบ อันเป็นสัญญาณว่า ไฟเหลืองกำลังจะมา พี่ท่านก็เฆี่ยนเครื่องยนต์ จาก minimum speed ถึง maximum speed ด้วยความเร่งอย่างถึงไหนถึงกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องติดแหงกอยู่กับไฟแดงให้เสียเวลา รถคันแรกสุดที่ทำอย่างนี้มักจะพ้นสี่แยกก่อนไฟแดงจะขึ้น

ส่วนรถคันถัดไปก็ทุ่มทุนเร่งกับเขาบ้าง ส่วนมากจะพ้นสี่แยกตอนไฟเหลือง หรือไม่ก็ตอนไฟแดงขึ้นแล้ว

รถ คันถัดไปที่ได้สิทธิในการฝ่าฝืนกฏ หากขอใช้สิทธิดังกล่าว ก็จะถือโอกาส ช่วงชุลมุน หรือช่วงติดพัน ก็แล้วแต่ "ไหลตามน้ำ" ตามก้นรถคันหน้าไป ทั้งๆ ที่ เห็นกันได้จะๆ ว่าท่านฝ่าไฟแดง

*ฝ่าไฟแดงในขณะไฟแดง เป็นการฝ่าไฟแดงแบบจงใจฝ่า ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มแดง หรือแดงมานานเท่าไหร่แล้วก็ตาม มักพบบ่อยในช่วงเวลาที่ สถานการณ์เป็นใจสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน คือตอนค่ำคืนที่ถนนโล่ง และคุณตำรวจไม่อยู่บนท้องถนน

ถึงจะเป็นย่านชุมชน แต่ในถนนยามค่ำคืนของเมืองเล็กๆ ก็โล่งและ เงียบจริงๆ ไม่ว่าจะมองจากทางไหน




ถนนด้านไฟแดงก็โล่ง ถนนด้านไฟเขียวก็โล่ง บรรยากาศอย่างนี้ เชื้อเชิญให้ฝ่าไฟแดงเป็นอย่างยิ่ง ผมเองเคยไปจอดรถติดไฟแดงตอนเที่ยงคืน ยังเคยคิดเลยว่า "นี่กรุบ้าหรือเปล่าวะ บนถนนไม่มีรถสักคัน ยังมาจอดรอไฟแดงอยู่ได้"

หลายคนคงคิดแบบเดียวกับผม และลงมือปฏิบัติจริง




*ความสามารถเฉพาะตัว ห้ามลอกเลียนแบบ เด็ก และ สตรีมีครรภ์ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง

ตามธรรมชาติของคนอย่างผม มักจะเคลิ้มๆ ไปตามกระแสของคนรอบข้างอยู่เสมอ
ไอ้คำที่ว่า "ไม่เห็นเป็นไรเลย คนอื่นเค้าก็ทำกัน" มันก็แสนจะเย้ายวนเหลือเกิน
แต่ ณ บัดnow ผมยังไม่ฝ่าฝืนกฏจราจร ...
ไม่ใช่เพราะผมเป็นคนดี ... เป็นเพราะผมไม่ไว้ใจ ว่าทำไปแล้วตัวผมเองจะปลอดภัยหรือไม่
ผมไม่ไว้ใจ ทั้งไฟเขียวและ ไฟแดง

บันทึกของคนขี้แพ้ [re-post]

เช้าวันหนึ่ง สายตาของผมมองเห็นพื้นคอนกรีตที่สาดด้วยเศษดิน





เดินไปอีกสักหน่อย ก็เห็นหลุมในบริเวณใกล้ๆ กัน



ตัวการอยู่นี่เอง



พอเห็นน้องหมาขุดรูนอน เลยสำเนียกว่าหน้าร้อนที่แสนเกลียด มาถึงแล้วสินะ
แต่เมื่อคิดว่า ต่อจากนี้ไปคงได้แสบเนื้อแสบตัวกันอีก หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาลำเค็ญในช่วงหน้าหนาวมาแล้ว ก็เห็นว่าฤดูไหนๆ มันไม่ต่างกันเลย เพราะความทุกข์ของคนขี้แพ้อย่างผม มีอยู่ตลอดทั้งปี แล้วก็เกิดขึ้นซ้ำซากเป็น present simple
พอหน้าร้อน ถ้าทำงานจนเหงื่อออก ก็จะแพ้เหงื่อ จนแสบไปหมดทั้งตัว
พอถึงหน้าฝน ก็แพ้อากาศ จามไป แสบตาไป น้ำตาไหลไป
พอถึงหน้าหนาว ก็เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอแค่กๆ
เมื่อดูบันทึกที่ผมเคยเขียนไว้หลายปีก่อน จะเห็นมีแต่เรื่องบ่นเต็มไปหมด (ไม่ได้เรียงลำดับเหตุการณ์ตามเวลา)
หน้าร้อน
  • วันนี้ร้อนดั่งนรก แดดแรงเหมือนกับสามารถเผาทุกสิ่งให้เป็นจุลได้ในพริบตา กะัว่าจะออกไปนอกบ้าน คงไปไม่ไกล ถ้าไปไกล คงจะไม่ได้กลับถึงบ้าน น่าจะตายอยู่กลางทางมากกว่า
  • ตอนเช้าตื่นมาพร้อมกับเสื้อตัวใหม่ หมายถึงเสื้อที่ไม่ใช่ตัวเดียวกับที่ใส่นอน เห็นว่ามีคนช่วยเปลี่ยนให้กลางดึก เพราะร้อนจนละเมอขึ้นมาถอดเสื้อเอง ดีว่าไม่ละเมอถอดกางเกงในออกมาด้วย
  • เบื่อหน้าร้อน ... ตั้งแต่มากรุงเทพ อาการแสบไปหมดทั้งตัว เป็นมาทั้งอาทิตย์แล้ว วันนี้บอกอาม่าว่าทนไม่ไหว ขอไปอาบน้ำก่อน พี่สาวใจดีบอกให้ใช้ห้องน้ำของห้องพี่เค้าก็ได้ อาบน้ำเสร็จเหลือบไปเห็นแป้งตรางู เลยคิดอะไรขึ้นมาได้ เพราะร้อนถึงมีแป้งเย็น นั่นไง ว่าแล้วก็ทาถูทั่วทั้งตัว แต่แป้งเย็นมันเย็นจริงๆ ทำให้แสบจุ๊ดจู๋จนทนไม่ไหว เอาไปล้างน้ำแล้วก็ยังแสบไปอีกนาน
หน้าฝน
  • วันนี้มาเล่นบ้านเพื่อน อีกสักหน่อยมันก็พาแม่มัน ไปซื้อของที่ห้างใกล้ๆ แล้วอีกสักครู่ฝนก็กระหน่ำลงมา ไอ้เราก็เป็นคนดี คิดว่าถ้าเอาร่มไปรับคงได้หน้า เอาล่ะ ว่าแล้วก็เอาร่มคันเบ้อเริ่มสองคัน เรากางไปคันนึง ฝนก็แรงลมก็แรง ยังกะจะัหอบร่มเราลอยไปได้ พอไปถึงหน้าห้างเห็นมันนั่งคุยกับแม่สบายๆ ส่วนเราเปียกตั้งแต่เท้าจรดหัว แม่บอกว่านั่งรอด้วยกันอีกสักพัก ฝนซาแล้วค่อยกลับ ไม่รู้ว่าเพราะเป็นเรื่องที่่คนปกติเขาทำกัน หรือเพราะเห็นสภาพเราหลังจากที่ฝ่าฝนมากันแน่
  • หน้าฝนทีไรแพ้อากาศทุกที อาการที่ส่อให้เห็็นคือ น้ำมูกเหนียวเหมือนกาว แสบตา แล้วก็อยากจาม กว่าจะจามได้แต่ละทีก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เมื่อกี้จามออกไปแล้วโล่ง แต่ไหงเกิดอยากจามขึ้นมาอีกแล้ว รู้บ้างไหม อยากจามแล้วจามไม่ได้ มันหงุดหงิดสิ้นดี
  • เวรแท้ๆ เมื่อสามวันก่อน แต่งชุดนิสิตเต็มยศ ขี่จักรยานไปมหาวิทยาลัยตามเส้นทางปกติ แต่แล้วก็ตะลึงเพราะน้ำท่วมทางเสียหมด ท่วมขึ้นมาประมาณยี่สิบเซ็นได้ เอาฟระ ระยะทางที่เหลืออยู่ก็ปั่นสุดแรงเกิด ตอนลุยช่วงน้ำท่วมก็ยกขาขึ้น มาถึงครึ่งทางแรงยังดีอยู่ เย้ๆ เดี๋ยวก็พ้นแล้วว้อย อนิจา ไอ่รถบัสมาจากไหนไม่รู้ ดันเลี้ยวฝ่าเข้ามา จักรยานเราโดนคลื่นน้ำทอนจนความเร็วลดลงเหลือศูนย์ จำใจใช้รองเท้าจุ่มลงไปในน้ำถีบจักรยานต่อ ก่อนที่เราจะจุ่มน้ำลงไปทั้งตัว ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ รองเท้าตากยังไงก็ไม่แห้ง แถมยังมีกลิ่นแปลกๆ (ก็ไปลุยน้ำเน่ามานี่หว่า) จำใจต้องทิ้งลงถังเสียแล้ว
  • วันนี้ยังไงก็ต้องส่ง Project ไม่งั้นมีสิทธิจบไม่ทัน หลังจากที่ตรวจสอบ แก้ไข ทำมาทั้งคืนแล้ว ก็พิมพ์ด้วยอิงค์เจ็ท ออกมาได้จำนวนสามร้อยกว่าหน้า เก็บทุกอย่างใส่กระเ้ป๋า ออกไปมหาวิทยาลัย ขณะที่นั่งรถเมล์อยู่ ฝนก็เทลงมา แต่ไม่เห็นจะเดือดร้อนตรงไหน มันเดือนร้อนอีตรงที่ เดินจากป้ายรถเมล์เข้าประตูมหาวิทยาลัย เดินต่อจากประตูมหาวิทยาลัยเข้าอาคาร แล้วก็เดินจากอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่งนี่สิ ด้วยระยะทางที่ำไกลตัวเราก็เปียกฝนจนชุ่มฉ่ำไปหมด ยังดี paper ยังอยู่ในกระเป๋า พอเอาูเอกสารออกมาเตรียมเข้าเล่ม เย้ย~~~ ครึ่งเล่ม(ไม่เรียงหน้า)เปียกชุ่มฉ่ำ จากน้ำฝนที่รั่วเข้ามาทางซิปกระเป๋า ต้องพยายามแงะหน้าที่เปียกไม่มากออกมาถ่ายเอกสาร ส่วนที่เปียกน้ำเกินเยียวยา ต้องวิ่งเอา file ไปหาที่พิมพ์ใหม่ ... เตรียมการมาอย่างดีตอนเช้า แต่ได้ส่งก่อนธุรการปิดห้องประมาณห้านาที หน้าฝนเป็นอะไรที่เฮงซวยมากๆ
หน้าหนาว
  • ปกติเราไม่หวั่นกับอากาศหนาว แต่วันนี้ทำไมมันหนาวเกินเหตุ หนาวจนคิดว่าเสื้อกันหนาวที่ใส่อยู่หนาไม่พอ ซื้อใหม่เสียเลยเป็นไง (เขียนเพิ่ม - หลังจากที่ซื้อเสื้อกันหนาวใหม่สองวัน อากาศก็เริ่มร้อนขึ้นมาเฉยๆ จนไม่ต้องพึ่งเสื้อกันหนาวแล้ว)
  • อีกล่ะ มาอีกแล้ว หนาวทีไรเจ็บคอทุกที เจ็บคออย่างนี้เดี๋ยวมีไอต่อ ไอแบบไอไม่หยุด กินยาหมอให้จนหมดแล้วก็ยังไอต่ออีกเป็นเดือนกว่าจะหาย ตอนนอนก็หายใจไม่ออก เซ็งเจรงๆ
  • เบื่อการสระผมหน้าหนาวเหลือเกิน ถ้าเป็นหน้าร้อนล่ะ จะอยู่ในห้องน้ำสักสองสามชั่วโมงก็ได้ แต่นี่น้ำก็เย็นเฉียบ อากาศก็หนาวจัด แค่วิ่งผ่านน้ำ ฟันก็กระทบกันดังกึ๊กๆๆๆ ทีแรกนึกว่าหนาวสั่นขนาดฟันกระทบกันได้ มีแต่ในการ์ตูน Tom&Jerry เสียอีก

บางทีเห็นน้องหมา นอนอยู่เงียบๆ จะฤดูไหนก็ไม่มีปากมีเสียง
ผมคิดไปว่า ถ้ามันพูดได้มันจะบ่นมั่งหรือเปล่า? ว่าร้อน ว่าเปียก ว่าหนาว ตอนที่มันนอนอยู่อย่างนี้่มันจะนึกเซ็งชีวิตบ้างไหมนะ?



ในที่สุดผมคิดว่า มันคงคิดหาวิธีใช้ชีวิตในแต่ละวันอยู่ให้สบายที่สุดมากกว่า แทนที่จะมากังวลเรื่องความทุกข์เข็ญใจต่างๆ ... แต่ผมทำอย่างมันไม่ได้หรอกครับ